อยู่กับโลกนี้ได้ด้วยความสบายใจ
> ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไม่มีปัญหา
> พอได้เรียนสถาปัตย์ฯ เริ่มรู้ว่าความงามคืออะไร รสนิยมที่ดีคืออะไร
> ทันใดนั้นเอง
> บ้านเมืองที่เคยสวยงามก็เปลี่ยนไปกลาย
> เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความเกะกะ
> ทั้งเสาไฟ เสาทางด่วน ป้ายโฆษณา
> บ้านที่มีเสาโรมันนั่นก็ห่วย
> ตึกสูงโด่เด่ในเขตเมืองเก่านั่นก็แย่ ลามไปถึงวัดที่สร้างอุโบสถผิดสัดส่วนก็ไม่งามตา
> เห็นแล้วก็ยิ่งหงุดหงิดรำคาญใจไม่ใช่น้อย แบบที่เรียกว่ายิ่งรู้ก็ยิ่งทุกข์หรือเปล่า>
> ก่อนจะสนใจการเมือง บ้านเมืองดูเหมือนไม่มีปัญหา
> ผมเองก็มีความสุขกับชีวิตดี
> แต่เมื่อได้เริ่มเสพข้อมูลทางการเมืองมากขึ้น
> ได้รู้ได้เห็นถึงความชั่วร้ายของคนขี้โกงที่ทำไว้กับบ้านเมืองที่เรารัก
> ย่ำยีผลประโยชน์ส่วนรวมเอาไปเขมือบกันเอง
> แถมยังปันหน้าเป็นคนดีอยู่ในสังคมได้
> ด้วยเล่ห์เหลี่ยมที่รู้ๆกัน แต่จับไม่ได้คาหนังคาเขา
> ก็ยิ่งสร้างความอึดอัดใจให้กับชีวิตมากขึ้น
> แต่ละวันก็มีข่าวใหม่ๆ มาให้รู้
> ยิ่งรู้ก็ยิ่งเครียดขึ้นไปอีก
> แบบนี้เรียกว่าเป็นกรรมของคนรู้มากได้ไหม
> ไม่รู้ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว
>
> ก่อนจะรู้จักกับติ๋ม
> ติ๋มก็ดูเป็นคนติ๋มๆ ดี
> จนกระทั่งผมรักติ๋ม
> ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
> ผมโทรคุยกับติ๋มเป็นประจำ
> คลุกคลีเอาใจใส่ติ๋มจนได้รู้ธาตุแท้ของความเป็นติ๋มมากขึ้น
> ติ๋มเปลี่ยนแฟนเหมือนเปลี่ยนถุงเท้า
> ติ๋มให้ความหวังกับผู้ชายทุกคนที่หลงเข้ามา
> บ่อยครั้งที่ติ๋มต้องโกหกเพื่อสับรางรถไฟ
> หลังจากหัวปักหัวปำอยู่ได้พักใหญ่
> ผมก็รู้ว่าติ๋มเป็นคนเห็นแก่ตัวใจร้าย หลายใจ
> และติ๋มก็มีวิธีป้องกันตัวเองให้ดูดีในสายตาคนอื่นเสมอ
> ยิ่งรู้ก็ยิ่งช้ำ ยิ่งรักก็ยิ่งเกลียด มันอาจจะดีกว่าหรือเปล่า
> ถ้าเราจะไม่รู้อะไรเสียบ้าง เพื่อให้ชีวิตไม่ต้องจมอยู่กับความทุกข์ที่ได้รู้ ได้เห็น
> ในเรื่องที่ไม่อยากรู้ไม่อยากเห็น
> ความคิดนี้ทำให้ผมนึกไปถึงคำพูดของนักปราชญ์เชนท่านหนึ่ง
> ที่ว่า “ก่อนเรียนเชน
> ฉันเห็นภูเขาเป็นภู
> เขา เมื่อได้เรียนเชน
> ฉันเห็นภูเขาไม่เป็นภูเขา
> เมื่อเข้าใจเชน
> ฉันเห็นภูเขากลับมาเป็นภูเขา”
> เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้น
> ภูเขาที่เคยไม่ใช่ภูเขาก็กลายเป็นภูเขาเหมือนเดิมได้
> ดูเผินๆ อาจเหมือนการเล่นคำให้วกวน
> แต่มันกลับทำให้ผมสนใจคำว่า
> “เข้าใจ”
> มากเป็นพิเศษ
> ไม่ใช่เพราะใคร
> ก็เพราะติ๋มนั่นเอง
> หลังจากที่เจ็บมาพอสมควร
> จนจวนจะทนไม่ได้
> ก็ควรจะถึงเวลาที่ผมจะตัดใจเสียที
> แต่ยิ่งตัดใจก็
> ยิ่งฝืนความรู้สึกตัวเอง
> ยิ่งฝืนก็ยิ่งฝืด
> ผมจึงเปลี่ยนยุทธิวีธีรับมือเสียใหม่
> แทนที่จะตัดใจก็เปลี่ยนมา
> ทำความเข้าใจติ๋มแทน
> ติ๋มเป็นผู้หญิงกำพร้าพ่อมาตั้งแต่เกิด
> แม่ต้องออกจากบ้านไปหารายได้
> ทำให้ติ๋มรู้สึกขาดแคลนต้องการเติมเต็มให้กับชีวิต
> โชคดีที่ติ๋มเป็นคนหน้าตาดี
> ก็เลยมีคนอาสามาช่วย
> กันเติมเต็มให้กับติ๋มมากมาย
> และการที่ติ๋มไม่เคยปฏิเสธคนเหล่านั้น
> ไม่ได้หมายความว่าติ๋มเป็นคนไม่ดี
> เพียงแต่ติ๋มรู้สึกกลัวที่จะต้องคอยอยู่คนเดียวเท่านั้น
> ในขณะที่ผมเป็นทุกข์เพราะเห็นติ๋มเปลี่ยนแฟนเป็นว่าเล่น
> ติ๋มเองกำลังเป็นทุกข์ที่ไม่สามารถหาจุดลงตัวให้กับตัวเองได้เหมือนกัน
> เมื่อเข้าใจติ๋ม ผมก็ไม่เหลือความโกรธเกลียดติ๋มอีกต่อไป
> ติ๋มก็เป็นเช่นนี้เอง
> มีความสุข มีความทุกข์ในแบบของติ๋ม
> ยิ่งผมอยากให้ติ๋มเปลี่ยนไปเพื่อความพอใจของตัวเองเท่าไร
> ผมเองนั่นแหละที่จะยิ่งเจ็บ
> “ก่อนที่ผมจะรู้จักติ๋ม
> ผมเห็นติ๋มเป็นติ๋ม
> เมื่อผมได้รู้จักติ๋ม
> ผมเห็นติ๋มไม่ใช่ติ๋ม
> จนผมได้
> เข้าใจติ๋ม
> ติ๋มก็กลับมาเป็นติ๋มอีกครั้ง”
>
> วันหนึ่ง
> อาจารย์สถาปัตย์ฯ
> ท่านหนึ่งเดินเข้ามาในห้องเรียนด้วยสีหน้าอิ่มเอิบแทบจะร้องยูเรก้าออกมา แล้วบอกว่า
> “ผมค้นพบแล้ว
> เมืองไทยก็คือเมืองรกๆ
> เมืองหนึ่งนี่เอง
> ถ้าเมืองไทยไม่มีป้าย
> โฆษณางานวัด
> ไม่มีแผงลอยข้างทาง
> ไม่มีความไม่มีระเบียบให้เห็นเต็มถนน
> เมืองนี้คงไม่ใช่เมืองไทย
> พอเข้าใจแบบนี้แล้วก็เลยรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก”
>
> นี่แหละคือประโยชน์ของความเข้าใจ
> ในระยะหลังผมจึงเอาใจใส่กับการทำความเข้าใจเป็นพิเศษ
> เพราะความเข้าใจในทุกสิ่ง
> เป็นการเรียนรู้ที่จะพาเราทะลุความซับซ้อนสับสนของเปลือกนอก
> ไปสู่ความเรียบง่ายที่รวมกันเป็นเอกภาพได้จนน่าแปลกใจ
> ถ้าเรามีความเข้าใจให้ใครสักคน
> เราคงไม่รู้สึกหงุดหงิดรำคาญเขาได้ลงคอ
> คนรู้มากจึงไม่ใช่คนมีกรรม
> ถ้าเราสามารถพัฒนาความรู้นั้นมาเป็นความเข้าใจลึกซึ้ง
> ชนิดที่รู้ไต๋กันเป็นอย่างดีเราก็
> จะอยู่ร่วมกับปัญหานั้นๆ
> ได้อย่างสงบสุข
> เหมือนกับตอนที่เรายังไม่ได้รู้จักมันเลย
> เข้าทำนอง “สูงสุดคืนสู่สามัญ”
> นั่นแหละสุดท้ายปัญหาก็ตกอยู่ที่ว่า
> ในช่วงชีวิตหนึ่ง
> คนเราจะสามารถทำความเข้าใจ
> สิ่งที่ตัวเองเกลียด
> โกรธ กลัว ได้มากแค่ไหน
> พระท่านว่าไม่ยากเลย
> เพียงแค่เริ่มทำความเข้าใจ
> ตัวเราเองให้ได้ก่อน
> แล้วทุกสิ่งในโลกนี้ก็จะไม่ใช่เรื่องยากเกินทำความเข้าใจ
> มีเรื่องน่าตื่นเต้น
> อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอก
> พระอาจารย์ “ติช นัท ฮันห์”
> พระเชนผู้ยิ่งใหญ่ชาวเวียดนามเคยอธิบายคำว่า “นิพพาน”
> ด้วยภาษาง่ายๆ ว่า มันคือเรื่องของ
> “ความเข้าใจ” นั่นเอง




โอ้ว ดีจริงๆ ตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง สินะครับ