คนเราตายแล้วไปไหน?
มีคนเคยกล่าวไว้ว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์นี่ยากยิ่งนัก
สมมติว่า มีเต่าทะเลอยู่ตัวหนึ่งซึ่งเป็นเต่าตาบอด ว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรผืนใหญ่
ทุกๆ 100 ปีจะขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ 1 ครั้ง บนผิวน้ำนั้นมีห่วงยาง 1 ห่วงลอยตามกระแสน้ำอยู่
โอกาสที่เจ้าเต่าตาบอดตัวนั้นจะโผล่ขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำและมุดเข้าไปในห่วงยางพอดี ฉันใด
โอกาสที่คนเราจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ยากฉันนั้น
เคยเห็นคนที่ระลึกชาติได้ไหมครับ?
นอกจากผู้ที่บรรลุอรหัตตผลแล้ว คนพวกนี้คือพวกที่ชาติที่แล้วเกิดมาเป็นมนุษย์
ความทรงจำเมื่อครั้งอดีตยังไม่ถูกบดบังมากนัก
แต่อย่างพวกเราที่ไม่สามารถระลึกชาติได้นั้นเป็นเพราะว่า เราได้ไปเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิอื่นๆมานานแสนนาน
คำถามมีอยู่ว่า แล้วพวกเราไปมัวเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ในภพภูมิไหนกันเล่า?
พรหมโลก เทวภูมิ นิรยภูมิ (นรก) เปตติภูมิ (เปรต) อสุรกาย เดียรัจฉานภูมิ (สัตว์) ?
ผมเคยไปฟังธรรมเทศนาของท่าน ว.วชิรเมธี ซึ่งท่านกล่าวไว้ว่า ชาติหน้าจะเกิดเป็นอะไรชาตินี้ก็รู้
แล้วจะรู้ได้อย่างไรละครับ?
ในพุทธศาสนามีกรรมที่แบ่งตามลำดับการให้ผลหรือที่เรียงตามลำดับความสำคัญอยู่ 4 กรรมครับ
คือ 1 ครุกรรม เป็นกรรมหนักมาก กรรมอื่นๆไม่สามารถกางกั้นเอาไว้ได้
แบ่งเป็นฝั่งอกุศลกรรมและกุศลกรรม
1.1 ฝั่งอกุศลกรรมคือ อนันตริยกรรม เรียงลำดับตามความร้ายกาจได้ดังนี้
1.1.1 สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกกัน
1.1.2 โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป
1.1.3 อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์
1.1.4 มาตุฆาต ฆ่ามารดา
1.1.5 ปิตุฆาต ฆ่าบิดา
ถ้าได้ทำอนันตริยกรรมไปแล้ว ยังไงก็ลงอเวจีมหานรกสถานเดียวครับ
1.2 ส่วนฝั่งกุศลกรรมคือ มหัคคตกุศล 9 ประการ ซึ่งมีดังต่อไปนี้
1.2.1 ปฐมฌานกุศล
1.2.2 ทุติยฌานกุศล
1.2.3 ตติยฌานกุศล
1.2.4 จตุตถฌานกุศล
1.2.5 ปัญจมฌานกุศล
1.2.6 อากาสานัญจายตนฌานกุศล
1.2.7 วิญญาณัญจายตนฌานกุศล
1.2.8 อากิญจัญญายตนฌานกุศล
1.2.9 เนวสัญญานาสัญญายตนฌานกุศล
คือการเจริญสมถกรรมฐานจนได้บรรลุฌานกุศลขั้นต่างๆ
เมื่อตายแล้วจะได้ไปอุบัติเกิดเป็นพระพรหมสถิตอยู่ ณ พรหมโลกครับ
2 อาสันนกรรม ได้แก่การระลึกถึงสิ่งที่ดีหรือไม่ดีในเวลาที่ใกล้จะตาย
แบ่งเป็นฝั่งอกุศลกรรมกับกุศลกรรมครับ
2.1 ฝั่งอกุศลกรรม สมมติว่ามีบุคคลผู้หนึ่งซึ่งประกอบคุณความดีงามมาทั้งชีวิต
แต่ว่าในขณะที่จะตายนั้น ตามธรรมดาของผู้ที่ยังมีกิเลส
2.1.1 เกิดโทสะขึ้นมา ย่อมมีอำนาจส่งผลให้ไปนรกทันทีครับ
2.1.2 เกิดโลภะขึ้นมา ไปภูมิแห่งเปรตทันทีครับ
2.1.3 เกิดหวงแหนครอบครองในทรัพย์สมบัติขึ้นมา ไปภูมิแห่งอสุรกายทันทีครับ
2.1.4 เกิดโมหะขึ้นมา ไปภูมิแห่งสัตว์เดียรัจฉานทันทีครับ
2.2 ส่วนฝั่งกุศลกรรม สมมติว่ามีบุคคลผู้หนึ่งเป็นผู้ใจบาปหยาบช้า
เมื่อใกล้จะตายกลับนึกถึงกุศลกรรมขึ้นมาได้พอดี ทำให้จิตใจชุ่มชื่น
เช่นนี้ อาสันนกรรมฝ่ายกุศลย่อมมีอำนาจส่งให้ให้ไปเกิดเป็นเทวดานางฟ้าเสวยสุขอยู่ ณ เทวโลกครับ
*** อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจว่า เอ๊ะ ทำไมท่านสอนให้เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมไม่ใช่หรือ?
ใครทำดีก็ควรได้ดี ใครทำชั่วก็ควรได้ชั่วสิ
อย่าลืมครับ ว่าเรามิได้เกิดมาชาตินี้เป็นชาติแรก ชาติที่แล้วๆมาเราทำอะไรไว้บ้างก็ไม่รู้
กุศลกรรมและอกุศลกรรมตั้งแต่ครั้งอดีตกาลย่อมไม่หายไปไหนครับ เขาแค่รอจังหวะอยู่
และก็อย่าลืมอีกว่า พรหมหรือเทวดายังมิใช่ที่สุดครับ
เมื่อชดใช้กรรมดีหมดแล้วอาจจะต้องเวียนว่ายกลับมาชดใช้กรรมชั่วต่อก็เป็นได้
3 อาจิณณกรรม ได้แก่การสั่งสมสิ่งที่ดีหรือไม่ดีไว้ในสันดารของตนให้มากๆ
หรือซึ่งก็คือ การทำความดีหรือไม่ดีเป็นอาจิณนั่นเอง หากไม่มีฤทธิ์แห่งครุกรรมแลอสันนกรรมแล้ว
อาจิณณกรรมนี่แหละครับจะเป็นตัวส่งผลให้ไปเกิดในภพภูมิต่างๆ
แบ่งเป็นฝั่งอกุศลกรรมและกุศลกรรมเช่นกัน
3.1 ฝั่งอกุศลกรรม ก็คือการกระทำผิดศีล 5 อยู่เป็นนิจนั่นเอง
3.1.1 ฆ่าหรือทำลายชีวิต
3.1.2 ละโมภโลภมากอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่น
3.1.3 ประพฤติผิดในกาม ผิดลูกผิดเมียผู้อื่น
3.1.4 วาจาเป็นเท็จ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ หยาบคาย
3.1.5 ลุ่มหลงในสิ่งมัวเมา
3.2 ฝั่งกุศลกรรม ได้แก่ การทำความดี ละเว้นความชั่ว บริจาคทาน และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่องครับ
4 กรรมสุดท้ายมีชื่อว่า กตัตตากรรม เป็นกรรมที่สักแต่ว่ากระทำลงไปแล้วเท่านั้น ไม่มีเจตนา
แต่ถึงไม่มีเจตนา ทางพุทธก็ถือว่าเป็นกรรมครับ ไม่มีการกระทำใดที่ไม่เป็นกรรมและไม่ต้องรอรับผลแห่งวิบากกรม
ยกตัวอย่างเช่น เด็กทารกไร้เดียงสาข่วนโบยทุบตีเตะถีบมารดาที่อุ้มตนอยู่ นี่นับเป็นกตัตตากรรมฝั่งอกุศล
หรือ พ่อแม่จับมือลูกให้ไหว้พระใส่บาตร หรือสอนให้ภาวนาพุทโธก็ดี นี่นับเป็นกตัตตากรรมฝั่งกุศล
เป็นกรรมที่เราทำไปเพราะไม่รู้ คล้ายกับธรรมดาสัตว์เดียรัจฉานที่มันหารู้บุญบาปไม่
กตัตตากรรมนี้ไม่มีกำหนดกาลอันจะให้ผลแน่นอน พึงกำหนดได้แต่ว่าจะให้ผลในภพใดภพหนึ่ง
เพราะเป็นกรรมที่เบามากและมีพลังน้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับ 3 กรรมที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ขออนุโมทนาทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ ทีนี้พอจะทราบกันหรือยังครับว่า หากเรามีอันต้องเป็นไปเราจะไปสู่ภพภูมิไหน
แต่ถึงอย่างไรก็อย่าเพิ่งเชื่อนะครับ ใช้หลักกาลามสูตรของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าพิจารณาไตร่ตรองให้ดีก่อน
ธรรมสวัสดีปีใหม่ทุกๆท่านครับ
ปรวิศ
บางส่วนคัดมาจากหนังสือ กรรมทีปนี โดยท่านพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9)
Comments
ดีคับ ผมแนะนำให้เพื่อนๆ อ่านหนังสือธรรมนะถ้ามีเวลา เพราะผมก็เพิ่งเริ่มอ่านมาจะได้ปีนึงแล้ว รู้สึกว่าเราจะเข้าใจ แง่มุมต่างๆในชีวิตมากขึ้นเยอะเลยคับ รู้สึกดีใจที่ได้เกิดเป็นชาวพุทธนะคับ ไหนๆก็ลองมาศึกษาสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ซึ่ง นั่นเป็นสิ่งเดียวในโลกเลยนะคับ ที่เรียกว่า เป็น ” ความจริงแท้ หรือ สัจธรรม ” ที่เราเป็นอยู่ทุกวันเนี่ยเป็นแค่สิ่งสมมุติ ทังนั้น
ตอนนี้ผมอ่าน ” Emotional Wellness ” ของ OSHO คับ เนื้อหาหลักๆ จะอยู่ที่ผู้เขียน แนะนำ ให้เราทำหน้าที่เป็น ผู้เฝ้าดู จิต ของเรา ว่ามันเป็นยังไงมั่งในแต่ละขณะ อย่า เอาตัวเราลงไปรวมกับในอารมนั้นๆ วันๆ ให้ลองฝึกปฏิบัติดูคับ แค่เนี้ยเราก็สามารถจะบรรลุธรรมข้อนึงที่ว่า อารมเราก็เป็นเหมือนสิ่งอื่นๆในโลกแหละคับ มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นเวลามีอารมอะไรก็ให้เฝ้าดูมันคับ อย่าไปเป็นส่วนนึงกะมัน เปรียบได้กับ เราเป็นคนยืนอยู่ริมถนน รอดูรถที่วิ่งผ่านไปผ่านมาก็คือ อารมต่างๆที่เกิดขึ้นคับ ให้เฝ้าดูอยู่อย่างนั้น อย่าลงไปกลางถนนเพราะจะถูกชนเอา”
ปกเขียวๆ ลองไปหามาอ่านกันดูนะคับ ผมว่าคนแปล แปลดีทีเดียว เผื่อผมจะได้บุญจากการที่แนะนำหนังสือดีๆเพื่อนๆมั่ง
ยังไง ก็ หวัดดีปีใหม่นะคับ บุญรักษา คับ
ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างพี่เตี้ยจะเริ่มหันมาอ่านนะ อันนี้พูดจิงๆ
เพราะเป็นคนที่ครั้งหนึ่งเคยพูดว่าจะไม่เข้ามาอยู่ในการปฏิบัติธรรมแน่นอน
แต่ว่ารู้อย่างเดียวไม่พอนะ ลองไปปฏิบัติดูสิครับจะได้เข้าใจมากขึ้นครับ
ทฤษฏีต้องไปพร้อมๆกันนะครับ อย่างเช่นวิทยาศาสตร์บอกว่าต้องพิสูจน์
สุดท้ายคุณก็จะได้เลือกว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่ใช่ฟังคนเค้าอีกที
ปล.admin ลองดูดิ ยังไม่ลองเลยเสียชื่อโอ๊คหมด
ตอนนี้ผมก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันครับ มองว่าทุกอย่างมันช่างธรรมดาเหลือเกิน แต่คงไม่อาจจะหลุดพ้นห่วงได้แน่ๆ ในตอนนี้
ผมมีหลักธรรมคิดเองมาแจกครับ ทำอะไรก็ทำ อย่าเดือดร้อนคนอื่น คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเอง ยอมเสียเปรียบดีกว่าได้เปรียบ แต่นี่ไม่ได้ทำให้ขึ้นสวรรค์นะครับ จิตต้องเท่ๆ นิ่งๆ ด้วย
มีความอยากอะไรบ้างมั้ยที่ไม่ใช่กิเลส การที่อยากจะนิพพานนี่เป็นกิเลสหรือไม่ ต่างกับที่คุณ TongTong, Christhep อยากไปเกโมก้าจนตัวสั่นอย่างไร
การปรารถนาดีกับคนอื่นนี่เป็นความอยากที่จะให้คนอื่นได้เจอสิ่งดีๆ เป็นกิเลสหรือไม่




อนุโมทนาสาธุด้วยนะครับ สำหรับสิ่งดีๆรับปีใหม่